ต้นก้ามปูอายุนับร้อยปียืนอยู่กลางผืนน้ำท้ายเขื่อนแม่งัด หมอกลอยขึ้นจากผิวน้ำในชั่วโมงแรกของวันแล้วหายไปก่อนเก้าโมง นี่คือจุดที่ทำให้คนเริ่มรู้จักอำเภอพร้าว
คำแนะนำที่คนไปมาแล้วพูดตรงกันแทบทุกคนคือ ให้ไปถึงก่อนเจ็ดโมง เหตุผลไม่ใช่เรื่องแดดร้อนอย่างเดียว แต่เป็นเพราะหมอกบนผิวน้ำมีอายุสั้นมาก มันเกิดจากความต่างของอุณหภูมิระหว่างน้ำกับอากาศในคืนที่ผ่านมา พอแดดขึ้นสูงพอ ความต่างนั้นก็หายไปพร้อมกับหมอก
เรือเริ่มออกได้ตั้งแต่หกโมงเช้า ช่วงที่หมอกกับแสงเช้ามาพร้อมกันคือประมาณหกโมงครึ่งถึงแปดโมง หลังจากนั้นภาพที่ได้จะเป็นต้นไม้กลางน้ำธรรมดา ซึ่งก็ยังสวย แต่ไม่ใช่ภาพที่ทำให้คนขับรถมาไกลสองชั่วโมง
ถ้าคุณมีเวลาแค่รอบเดียว ให้ตั้งนาฬิกาปลุกตีสี่ครึ่งแล้วออกจากเชียงใหม่ตีห้า ไม่ใช่คำแนะนำเชิงกวี แต่เป็นเลขจริง
เรือเป็นเรือท้องถิ่นขนาดเล็กของชาวบ้านในพื้นที่ ไม่ใช่เรือทัวร์ ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อรอบ วนรอบต้นฉำฉาและเลาะไปตามผืนน้ำที่มีภูเขาล้อมรอบ คนขับเรือมักจอดให้ถ่ายรูปในมุมที่เขารู้ว่าดี ซึ่งเป็นความรู้ที่หาจากอินเทอร์เน็ตไม่ได้
สถานที่นี้มีหลายชื่อที่คนใช้เรียกกัน ทั้ง ต้นฉำฉากลางน้ำ ฉำฉายักษ์กลางน้ำ และ ต้นก้ามปูกลางน้ำ ส่วนบริษัททัวร์บางเจ้าเรียกว่า ฉำฉายักษ์ เฉยๆ
ทั้งหมดหมายถึงที่เดียวกัน คือกลุ่มต้นก้ามปูอายุนับร้อยปีที่ยืนอยู่กลางผืนน้ำในทะเลสาบผาแดง ท้ายเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ตำบลแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว
ต้นฉำฉาที่ยืนอยู่กลางน้ำไม่ได้งอกขึ้นในน้ำ มันเคยยืนอยู่บนดิน ผืนน้ำต่างหากที่มาทีหลัง
น้ำที่ล้อมต้นไม้พวกนี้คืออ่างเก็บน้ำของเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ซึ่งกักน้ำได้ 265 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีผืนน้ำกว้าง 16 ตารางกิโลเมตร ตัวเขื่อนสร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2527 และมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2529 โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด
จุดเริ่มต้นของเขื่อนมาจากอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2516 ในเขตตำบลอินทขิลและตำบลช่อแล อำเภอแม่แตง ซึ่งทำให้ฝายพื้นเมืองที่ชาวบ้านช่วยกันสร้างไว้ชำรุด จากนั้นจึงเกิดเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2520
เมื่ออ่างเก็บน้ำเต็ม พื้นที่ที่เคยเป็นบ้านเรือนและที่ทำกินก็จมลงไป ตามการรวบรวมของคนในพื้นที่ มีการจัดสรรที่อยู่ใหม่ให้ราษฎร 411 ครอบครัว พร้อมโรงเรียน 1 โรงและวัด 1 แห่ง ย้ายไปอยู่สองบริเวณหลัก คือเขตตำบลช่อแลและตำบลแม่หอพระ อำเภอแม่แตง กับบริเวณแปลง 4 ของสหกรณ์นิคมพร้าว
หนึ่งในหมู่บ้านที่หายไปคือ บ้านแม่ต๋อง ในเขตตำบลแม่ปั๋ง ต่อเขตกับบ้านแม่แพง และมีคำบอกเล่าในหมู่คนเมืองพร้าวว่า จุดที่ต้นฉำฉายักษ์ลอยน้ำอยู่ทุกวันนี้ คือบริเวณที่เคยเป็นบ้านแม่ต๋อง
ข้อความนี้เป็นคำบอกเล่าของคนในพื้นที่ เรายังไม่พบเอกสารราชการที่ระบุตำแหน่งหมู่บ้านเทียบกับพิกัดต้นไม้โดยตรง
สิ่งที่ทำให้เรายังรู้จักบ้านแม่ต๋องอยู่ คือหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ เสี้ยวหนึ่งของชีวิต ของนายแพทย์อภิเชษฎ์ นาคเลขา ซึ่งคนทั่วประเทศรู้จักในนาม “หมอเมืองพร้าว”
ท่านมารับตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์และอนามัยชนบทพร้าวเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2517 และอยู่จนถึงกลางปี 2518 ระหว่างนั้นเขียนเรื่องเล่าจากพื้นที่ลงคอลัมน์ จดหมายจากชนบท ในหนังสือพิมพ์ อธิปัตย์ โดยใช้นามปากกาว่าหมอเมืองพร้าว เพราะยุคนั้นข้าราชการต้องขออนุญาตก่อนตีพิมพ์งานเขียน
ในหนังสือมีช่วงหนึ่งที่ท่านเดินทางเข้าไปตรวจรักษาชาวบ้านที่บ้านแม่ต๋องราวปี 2517 บันทึกไว้ว่าเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ราวห้าสิบกว่าหลังคาเรือน คนอยู่ราวสองร้อยถึงสองร้อยห้าสิบคน ตั้งกระจายอยู่ตามไหล่เขาเตี้ยๆ ทำนาทำไร่ โดยมีลำน้ำไหลลงมาจากภูเขาผ่ากลางหมู่บ้านพอดี โรงเรียนตั้งอยู่ในศาลาการเปรียญเก่าที่หลังคารั่ว วันไหนฝนตกหรือครูติดราชการก็หยุดสอน
เส้นทางเข้าไปสมัยนั้นต้องข้ามห้วยข้ามเขา และมีช่วงที่สะพานขาดจนต้องทำแพจากต้นมะพร้าวมัดลวดให้รถจี๊ปข้าม ซึ่งเป็นภาพที่ต่างจากทุกวันนี้อย่างสิ้นเชิง เพราะจุดเดียวกันนั้นตอนนี้คือทะเลสาบที่คนขับรถเก๋งมาลงเรือถ่ายรูปกัน
ปี 2522 เรื่องของหมอเมืองพร้าวถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน แม้ตัวท่านเองเคยเขียนไว้ว่าไม่ได้เต็มใจนัก เพราะเนื้อหาบางส่วนเบี่ยงไปจากที่ตั้งใจนำเสนอ
ถ้ามองจากเรือ สิ่งที่เห็นคือต้นไม้สวยกลางน้ำ แต่ถ้ารู้ที่มา สิ่งที่เห็นคือยอดของสิ่งที่เคยอยู่บนบก ต้นฉำฉาพวกนี้โตมาก่อนที่น้ำจะมาถึง และระดับน้ำที่ขึ้นลงตามฤดูกาลคือสิ่งที่ตัดสินว่าปีไหนเราจะเห็นมันลอยน้ำหรือยืนอยู่บนดินแห้ง
นั่นคือเหตุผลที่ภาพต้นฉำฉากลางน้ำถ่ายได้แค่บางช่วงของปี และเป็นเหตุผลเดียวกับที่ทำให้อ่างเก็บน้ำแม่สะลวมมีหน้าตาไม่เหมือนกันในแต่ละเดือน
ท่าเรือกระจายอยู่รอบทะเลสาบ 8 ท่า ไม่ได้มีท่าเดียวอย่างที่หลายคนเข้าใจ ค่าเรือ 700 บาท / ลำ เท่ากันเกือบทุกท่า ความต่างอยู่ที่ระยะขับรถกับเวลาเปิด
สิ่งที่ควรถามตอนโทรจองมากที่สุดคือท่านั้นเปิดกี่โมง เพราะหมอกเช้ามีอายุราวหนึ่งชั่วโมงหลังฟ้าสาง
นี่คือข้อมูลที่บล็อกท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่บอก มีรีวิวจากนักท่องเที่ยวระบุว่าบางช่วงของปีระดับน้ำขึ้นสูงจนเข้าไปถึงต้นฉำฉาไม่ได้ ซึ่งสมเหตุสมผลเพราะพื้นที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของอ่างเก็บน้ำ ระดับน้ำจึงขึ้นลงตามฤดูฝนและการบริหารจัดการน้ำของเขื่อน
ในทางปฏิบัติแปลว่าอย่าขับรถมาโดยไม่โทรถามก่อน โดยเฉพาะช่วงเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคมที่เป็นฤดูฝน การโทรหาผู้ให้บริการเรือหนึ่งวันล่วงหน้าช่วยประหยัดเวลาสี่ชั่วโมงบนถนนได้
จุดนี้อยู่ในตำบลแม่ปั๋ง ซึ่งมีอย่างอื่นให้แวะในระยะขับรถไม่เกินสิบห้านาที
หมุนดูได้รอบตัวก่อนตัดสินใจออกเดินทาง ใช้ได้ทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์
กดที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ · เลื่อนดูได้ทั้งชุด · ภาพโดย TEEDD360
ราคามาตรฐานคือ 700 บาทต่อลำ นั่งได้สูงสุด 3 คน ไม่ใช่ราคาต่อคน หากมากันเป็นกลุ่มใหญ่หรือต้องการแพ็กเกจที่รวมการขึ้นดอยโมอายด้วย ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 1,500 บาท ควรตกลงราคาให้ชัดเจนก่อนลงเรือทุกครั้ง
มีท่าเรือรอบทะเลสาบผาแดง 8 ท่า ไม่ได้มีท่าเดียว แต่ละท่าอยู่คนละฝั่งของผืนน้ำ ค่าเรือ 700 บาท / ลำ เท่ากันเกือบทุกท่า ควรเลือกท่าที่อยู่ใกล้ทางที่ขับมา และถามเวลาเปิดให้ชัดถ้าตั้งใจมาถ่ายหมอกเช้า ดูรายชื่อและเบอร์โทรทุกท่าได้ที่หน้าท่าเรือ ดูท่าเรือทั้งหมด
เรือเริ่มออกได้ตั้งแต่ 06.00 น. แต่ช่วงที่หมอกกับแสงเช้าสวยพร้อมกันคือประมาณ 06.30 ถึง 08.00 น. หลังจากนั้นหมอกจะสลายไปตามแดด ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคมมีโอกาสเจอหมอกสูงที่สุด
ควรจองล่วงหน้าครับ แต่ละท่ามีเบอร์ของตัวเอง ดูเบอร์ทั้ง 10 ท่า แจ้งรอบเวลาที่ต้องการได้เลย เพราะผู้ให้บริการเรือเป็นชาวบ้านในพื้นที่ ไม่ได้มีเรือรออยู่ตลอดเวลา และในบางช่วงของปีระดับน้ำอาจสูงจนเข้าไปไม่ได้ การโทรถามก่อนหนึ่งวันช่วยให้ไม่เสียเที่ยว
ได้ครับ เส้นทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้ทางหลวง 1001 เป็นถนนลาดยางตลอด ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที ส่วนทางเข้าท่าเรือเป็นทางชุมชน ควรขับช้าและระวังในช่วงเช้ามืดที่ทัศนวิสัยไม่ดี
มีรายงานจากนักท่องเที่ยวว่าบางช่วงระดับน้ำสูงจนเข้าถึงต้นฉำฉาไม่ได้ โดยเฉพาะในฤดูฝนราวเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม เนื่องจากพื้นที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของอ่างเก็บน้ำ จึงควรสอบถามผู้ให้บริการเรือก่อนออกเดินทางเสมอ