ถ้ำห่างจากตัวอำเภอหกกิโลเมตร ที่มีทั้งตำนานครั้งพุทธกาลและเหตุการณ์เมื่อเก้าสิบปีก่อนซ้อนอยู่ในที่เดียวกัน
วัดถ้ำดอกคำ อยู่ที่ 136 หมู่ 7 บ้านสหกรณ์ดำริ ตำบลน้ำแพร่ ห่างจากที่ว่าการอำเภอพร้าวไปทางทิศตะวันตกราว 6.3 กิโลเมตร
ที่นี่ไม่เหมือนวัดถ้ำทั่วไปตรงที่มีเรื่องราวสองชั้นซ้อนกันอยู่ ชั้นหนึ่งคือตำนานครั้งพุทธกาลที่จารึกไว้เป็นภาษาไทยยวนและบาลี อีกชั้นคือเหตุการณ์เมื่อราวเก้าสิบปีก่อน ซึ่งเป็นที่รู้กันในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรมทั่วประเทศ
เรื่องของถ้ำดอกคำปรากฏในตำนานพระเจ้าเลียบโลก หรือตำนานพระบาทพระธาตุฉบับพิสดาร ซึ่งเป็นตำนานชุดใหญ่ของล้านนาที่เล่าว่า พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาตามที่ต่างๆ ในดินแดนแถบนี้
สำนวนของถ้ำดอกคำเล่าว่า มียักษ์สองผัวเมียซึ่งอาศัยอยู่ในถ้ำหลวงเชียงดาว ฝ่ายสามีตั้งใจจะจับพระพุทธเจ้าเป็นอาหาร พระองค์ทรงปราบด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ แล้วแสดงธรรมโปรดจนยักษ์ทั้งสองลดละความดุร้าย หันมาถือศีลและเลิกเบียดเบียนสัตว์
เมื่อสำนึกผิดแล้ว ยักษ์ทั้งสองได้นำดอกบัวคำใส่พานมาขอขมาพระพุทธองค์ ซึ่งกลายเป็นที่มาของชื่อถ้ำและชื่อวัดจนถึงทุกวันนี้
บางสำนวนเล่าว่าสิ่งที่ยักษ์ถวายคือดอกไม้ที่ทำด้วยทองคำ บางสำนวนว่าเป็นดอกบัวคำ ซึ่งไม่ได้ขัดกัน เพราะคำว่า คำ ในภาษาล้านนาแปลว่า ทอง ดอกบัวคำจึงหมายถึงดอกบัวทอง
ภายในถ้ำมีปูชนียสถานที่คนมาสักการะอยู่สองอย่าง คือ รอยพระหัตถ์ และรอยประทับพระที่นั่งของพระพุทธเจ้า ตามตำนานว่าเป็นจุดที่พระองค์เสด็จมาประทับนั่งปฏิบัติธรรมในถ้ำแห่งนี้
อีกจุดที่คนมักไม่พลาดคือช่องแคบที่เรียกว่า ประตูลอดบาป ตามความเชื่อว่าผู้ที่ประพฤติปฏิบัติดีเท่านั้นจึงจะลอดผ่านไปได้
รูปปั้นพระพุทธรูปและรูปยักษ์ที่เห็นในวัดทุกวันนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2529 โดยพระสมบูรณ์ มหาปุญโญ พร้อมลูกศิษย์ และมีจุดชมวิวที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางห้ามญาติ
เรื่องชั้นที่สองของถ้ำนี้ใหม่กว่ามาก และเป็นเหตุผลที่คนจากทั่วประเทศเดินทางมาถึงพร้าว
หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานสายวัดป่า ได้มาธุดงค์และจำพรรษาบำเพ็ญภาวนาที่ถ้ำแห่งนี้ และบรรลุพระอรหัตผล ณ ที่นี้เมื่อ พ.ศ. 2478
ภายในวัดจึงมีศาลาปฏิบัติธรรมและรูปปั้นจำลองของหลวงปู่มั่น ให้คณะศรัทธาและผู้ปฏิบัติธรรมได้มากราบสักการะ
พร้าวเป็นแอ่งที่ล้อมด้วยภูเขาหินทุกด้าน ในยุคที่ยังไม่มีถนนลาดยาง การเข้าถึงยากมาก สำหรับคนทั่วไปนั่นคือความลำบาก แต่สำหรับพระธุดงค์ที่ต้องการความสงบ นี่คือเงื่อนไขที่เหมาะพอดี มีทั้งป่า ถ้ำ ภูเขา และชาวบ้านที่พร้อมอุปัฏฐาก โดยไม่มีความวุ่นวายของเมือง
ถ้ำดอกคำจึงเป็นหนึ่งในหมุดของเส้นทางสายนี้ อ่านต่อได้ที่บทความ สี่พระอริยเจ้าแห่งเมืองพร้าว
ทุกปีในวันวิสาขบูชา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ซึ่งทางเหนือเรียกว่าวันแปดเป็ง ทางวัดจัดงานประเพณีสรงน้ำรอยพระหัตถ์และรอยประทับพระที่นั่ง
ในงานมีทำบุญตักบาตร สวดมนต์ไหว้พระ และเวียนเทียนในช่วงค่ำ ถ้าตั้งใจมาช่วงนี้ควรเช็กวันให้ดีก่อน เพราะวันวิสาขบูชาเลื่อนไปตามปฏิทินจันทรคติทุกปี
จากที่ว่าการอำเภอพร้าว ขับไปทางทิศตะวันตกราว 6.3 กิโลเมตร เข้าชมได้ทุกฤดูกาล ในวัดมีลานจอดรถ ห้องน้ำแยกชายหญิงและพระภิกษุ และมีที่พักสำหรับผู้มาปฏิบัติธรรม
ดูข้อมูลการเดินทางและภาพเพิ่มเติมได้ที่หน้าวัดถ้ำดอกคำ
เรียบเรียงจากตำนานท้องถิ่นและจารึกในถ้ำ เทียบข้อมูลวัดกับระบบสารสนเทศการท่องเที่ยวอำเภอพร้าว ส่วนเรื่องหลวงปู่มั่นบรรลุธรรมที่ถ้ำแห่งนี้ มีรายงานข่าวระดับประเทศและบันทึกของวัดตรงกัน แต่ยังไม่พบเอกสารชั้นต้นที่ระบุปีไว้ชัดเจน จึงบันทึกปี พ.ศ. 2478 ตามที่ท้องถิ่นเล่าต่อกันมา หากพบข้อมูลคลาดเคลื่อน รบกวนแจ้งเราเพื่อแก้ไข
วัดถ้ำดอกคำ เลขที่ 136 หมู่ 7 บ้านสหกรณ์ดำริ ตำบลน้ำแพร่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากที่ว่าการอำเภอพร้าวไปทางทิศตะวันตกราว 6.3 กิโลเมตร เข้าชมได้ทุกฤดูกาล
ตามตำนานพระเจ้าเลียบโลก ยักษ์สองผัวเมียที่สำนึกผิดได้นำดอกบัวคำใส่พานมาขอขมาพระพุทธเจ้าในถ้ำแห่งนี้ จึงเป็นที่มาของชื่อ คำว่าคำในภาษาล้านนาแปลว่าทอง ดอกบัวคำจึงหมายถึงดอกบัวทอง
บันทึกของวัดและรายงานข่าวระดับประเทศระบุตรงกันว่าหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต บรรลุพระอรหัตผลที่ถ้ำดอกคำ อำเภอพร้าว ส่วนปีที่ท้องถิ่นเล่าต่อกันมาคือ พ.ศ. 2478 ภายในวัดมีศาลาปฏิบัติธรรมและรูปปั้นจำลองของท่าน
เป็นช่องแคบภายในถ้ำ ตามความเชื่อว่าผู้ที่ประพฤติปฏิบัติดีเท่านั้นจึงจะลอดผ่านไปได้ เป็นจุดที่คนที่มาถ้ำดอกคำมักไม่พลาด
บทความนี้เรียบเรียงจากเอกสารและแหล่งข้อมูลด้านล่าง ไม่ได้เขียนจากความทรงจำหรือการคาดเดา หากพบข้อมูลคลาดเคลื่อน แจ้งเราได้ที่ หน้าติดต่อ